<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[วัดสำคัญของจังหวัด]]></title>
<link>https://cbi.onab.go.th/th/content/category/index/id/110</link>
<atom:link href="https://cbi.onab.go.th/th/content/category/index/id/110" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[วัดศรีมหาราชา พระอารามหลวง]]></title>
<link>https://cbi.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/100150</link>
<guid isPermaLink="false">c04f264929fa0d78b9944884a323818e</guid>
<pubDate>Wed, 23 Apr 2025 10:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><b>วัดศรีมหาราชา พระอารามหลวง&nbsp;ตำบลศรีราชา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี</b></p>

<p><span style="color:#000000;">วัดศรีมหาราชา&nbsp;เป็น&nbsp;</span><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87" title="พระอารามหลวง"><span style="color:#000000;">พระอารามหลวง</span></a>&nbsp;<span style="color:#000000;">ชั้นตรีชนิดสามัญ สังกัดคณะสงฆ์</span><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2" title="ธรรมยุติกนิกาย"><span style="color:#000000;">ธรรมยุติกนิกาย</span></a><span style="color:#000000;">&nbsp;ตั้งอยู่ใน&nbsp;</span><a href="https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%95%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%A5%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B2&amp;action=edit&amp;redlink=1" title="ตำบลศรีราชา (ไม่มีหน้านี้)"><span style="color:#000000;">ตำบลศรีราชา</span></a><span style="color:#000000;">&nbsp;</span><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%AD%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B2" title="อำเภอศรีราชา"><span style="color:#000000;">อำเภอศรีราชา</span></a><span style="color:#000000;">&nbsp;</span><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%8A%E0%B8%A5%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B5" title="จังหวัดชลบุรี"><span style="color:#000000;">จังหวัดชลบุรี</span></a><span style="color:#000000;">&nbsp;ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ 14 ไร่ 1 งาน 42 ตารางวา</span></p>

<p><span style="color:#000000;">วัดศรีมหาราชา เดิมชื่อว่า&nbsp;วัดศรีราชา&nbsp;ตามชื่อตำบล ตั้งเมื่อ พ.ศ. 2374 อาจจะสร้างก่อนหน้านี้แต่ปรากฏในทำเนียบวัด เมื่อปี พ.ศ. 2374 แต่เดิมวัดนี้สังกัดคณะสงฆ์</span><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2" title="มหานิกาย"><span style="color:#000000;">มหานิกาย</span></a><span style="color:#000000;">&nbsp;มีพื้นที่เพียง 7 ไร่เศษ ครั้น</span><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A7%E0%B8%B5_%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%A2%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2" title="สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า"><span style="color:#000000;">สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า</span></a><span style="color:#000000;">เสด็จพระราชดำเนินมาประทับ ณ พระตำหนักศรีราชา ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเสด็จมาที่วัดศรีราชาเป็นเนืองนิจ และทรงมีพระราชประสงค์ให้วัดศรีราชาเป็นวัดของคณะสงฆ์ธรรมยุตและเรียกวัดนี้ว่า &quot;วัดศรีมหาราชา&quot; จนราว พ.ศ. 2473 หม่อมเจ้าไขศรี ปราโมช ได้ทรงซื้อที่ดินถวายวัด และคุณหญิงสงวน สุรศักดิ์ ได้บริจาคที่ดินซึ่งติดกับวัดอีก 1 ไร่เศษ วัดได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2513</span></p>

<p><span style="color:#000000;">อุโบสถเก่าประกอบพิธีผูกพัทธสีมา ก่อน พ.ศ. 2434 ต่อมาได้รับการบูรณะใหม่ ออกแบบผังโดย&nbsp;</span><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%98%E0%B8%AD_%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B9%8C" title="สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์"><span style="color:#000000;">สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์</span></a><span style="color:#000000;">&nbsp;โดยมีเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี บริจาคทรัพย์ในการก่อสร้าง แล้วเสร็จราว พ.ศ. 2473 ไม่มีช่อฟ้าใบระกาประดับ ด้านหลังมีประตู 2 บาน ตรงเฉลียงข้างด้านหน้ามี 3 บาน หน้าบันอุโบสถด้านหน้าและด้านหลังมีตัวอักษรขอมลายทอง เป็นลายพระหัตถ์ของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ ปูชนียวัตถุที่สำคัญ ได้แก่ พระประธานในอุโบสถ ปางมารวิชัย ศิลปะสมัยเชียงแสน หน้าตักกว้าง 2 ศอกกำ (1.1 เมตร) นามว่า&nbsp;<i>หลวงพ่อทันใจ</i></span></p>

<p><span style="color:#000000;">ต่อมาในวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2568&nbsp;</span><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7" title="พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว"><span style="color:#000000;">พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว</span></a>&nbsp;<span style="color:#000000;">ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะวัดศรีมหาราชาขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดสามัญ เพื่อเฉลิมพระเกียรติและเป็นพระราชกุศลเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2567</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://cbi.onab.go.th/th/file/get/file/20250423f9d0907211f97db46385a2173f7f8e68105130.jpg' type='image/jpg' length='232453' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร]]></title>
<link>https://cbi.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/7461</link>
<guid isPermaLink="false">4af334b0fea65ba8aa890a420ad682cd</guid>
<pubDate>Fri, 28 May 2021 14:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร ในพระบรมราชูปถัมภ์&nbsp;ตำบลห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี มีสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร พระนามเดิม เจริญ คชวัตร เป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นประธานจัดสร้างวัด และทรงตั้งชื่อวัดตามสมณศักดิ์เดิมของพระองค์ (สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก) ว่า &ldquo;วัดญาณสังวราราม&rdquo;<br />
ปัจจุบัน วัดญาณสังวรารามมีอาณาบริเวณทั้งหมด ๓๖๖ ไร่ ๒ งาน ๑๑ ตารางวา โดยที่ดินผืนแรกที่สร้างวัด ได้รับการบริจาคจากนายแพทย์ขจร และคุณหญิงนิธิวดี อ้นตระการ เมื่อพุทธศักราช ๒๕๑๙ ประมาณ ๑๐๐ ไร่ ๑ งาน ๙๒ ตารางวา ซึ่งต่อมาคุณหญิงนิธิวดีและครอบครัวได้บริจาคที่ดินถวายเพิ่มอีก ๑๐๐ ไร่เศษ และคณะผู้สร้าง ศิษยานุศิษย์ ผู้ศรัทธาในเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ร่วมกันจัดซื้อที่ดินรอบๆ ถวายเพิ่มจนมีพื้นที่เท่าในปัจจุบัน ซึ่งยังไม่รวมพื้นที่โครงการในพระราชดำริและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว&nbsp;รัชกาลที่ ๙ ซึ่งรายล้อมอยู่อีกประมาณ ๒,๕๐๐ ไร่</span><br />
<span style="font-size:24px;"><strong>พุทธสถาน/ถาวรวัตถุ/สถานที่สำคัญ</strong>&nbsp;เจ้าพระคุณสมเด็จฯ มีความตั้งใจที่จะสร้างวัดญาณสังวรารามให้เป็นสำนักปฏิบัติธรรม สายวิปัสสนากรรมฐานที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพมหานคร อีกทั้งยังมีความประสงค์ที่จะสร้างวัดเพื่อเทิดพระเกียรติบูรพมหากษัตริย์ไทย และให้เป็นวัดประจำรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ การสร้างวัดจึงต้องมีความเรียบร้อย สมบูรณ์ งดงาม และสมพระเกียรติไปพร้อมๆ กันด้วยเหตุนี้ วัดญาณสังวราราม จึงแบ่งพื้นที่สิ่งปลูกสร้างออกเป็น ๔ เขต ได้แก่</span><br />
<span style="font-size:24px;"><strong>เขตที่ ๑</strong>&nbsp;เขตพุทธาวาส เป็นเขตสำคัญของวัดญาณสังวราราม เปรียบได้กับหัวใจของวัด ประกอบไปด้วย ศาสนสถานต่างๆ อันได้แก่ พระอุโบสถ พระบรมธาตุเจดีย์มหาจักรีพิพัฒน์ พระมหามณฑปพุทธบาท ภปร. สก. ศาลา สว. กว. ศาลา มวก. สธ. ศาลาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระปกเกล้าอริยเขต และอริยาคาร พระเจดีย์พุทธคยาจำลอง วิหารพระศรีอริยเมตไตรย รวมถึงพระพุทธมหาวชิรอุตตโมภาสศาสดาที่เขาชีจรรย์ ก็ถือว่าอยู่ในเขตพุทธาวาสเช่นกัน สำหรับศาสนสถานและหมู่อาคารในเขตพุทธาวาสนี้ เจ้าพระคุณสมเด็จฯ มีความตั้งใจสร้างเพื่อน้อมถวายและเทิดทูนอดีตบูรพมหากษัตริย์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช รวมถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว&nbsp;รัชกาลที่ ๙ และพระบรมราชจักรีวงศ์ทุกพระองค์</span><br />
<span style="font-size:24px;"><strong>เขตที่ ๒</strong>&nbsp;เขตสังฆาวาส เป็นที่ตั้งของเสนาสนะกุฏิพระภิกษุ สามเณรที่จำพรรษาอยู่ที่วัดญาณสังวราราม โดยตั้งอยู่ริมถนนทางขึ้นเขาชีโอนตลอดแนวด้านขวามือ ไม่ไกลจากอาศรมพระอาจารย์แพทย์ใหญ่ชีวกโกมารภัจจ์และกุฏิของเจ้าพระคุณสมเด็จฯ และมีกุฏิบนเขาชีโอน สำหรับพระผู้เน้นวัตรปฏิบัติอีกจำนวนหนึ่ง</span><br />
<span style="font-size:24px;"><strong>เขตที่ ๓</strong>&nbsp;เขตฆราวาส เป็นเขตอุบาสก อุบาสิกาและสถานที่ตั้งศาลาโรงธรรม ที่พักอาศัยของผู้มาปฏิบัติธรรม ถือศีล ที่วัดญาณสังวราราม รวมถึงเป็นที่ตั้งของเทวาลัยท่านท้าววิรุฬหกมหาราชพุทธบัณฑิต โดยเขตฆราวาสนี้ตั้งอยู่ด้านฝั่งซ้ายมือของถนนเข้าวัดญาณสังวราราม</span><br />
<span style="font-size:24px;"><strong>เขตที่ ๔</strong>&nbsp;เขตโครงการในพระราชดำริและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ประกอบด้วยศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมวัดญาณสังวราราม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โรงเรียนผู้รู้ ญสส. ๘๐ ศูนย์เพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์ป่าบางละมุง</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://cbi.onab.go.th/th/file/get/file/20210528cbc85bc2a60389e3bc1a07089e5ec41e144826.jpg' type='image/jpg' length='133786' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดใหญ่อินทาราม พระอารามหลวง]]></title>
<link>https://cbi.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/7449</link>
<guid isPermaLink="false">c9533c3e2c112214ae72cc4dc41a1d10</guid>
<pubDate>Fri, 28 May 2021 14:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">วัดใหญ่อินทาราม พระอารามหลวง ตำบลบางปลาสร้อย อำเภอเมืองชลบุรี<br />
เป็นวัดเก่าแก่ ตามประวัติแต่เดิมชื่อ &quot;วัดอินทาราม&quot; แต่ชาวบ้านเรียกกันจนติดปากว่า &quot;วัดใหญ่&quot; ปัจจุบันจึงเรียกว่าวัดใหญ่อินทาราม มีอายุเก่าแก่นานร่วม 600 ปี ทั้งยังเป็นโบราณสถานสำคัญของพระพุทธศาสนาคู่บ้านคู่เมืองมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อครั้งที่พระนครอินทร์ หรือพระนครอินทราธิราช (สมเด็จพระนครินทราธิราช) พระมหากษัตริย์องค์ที่ 6 แห่งกรุงศรีอยุธยา เสด็จประพาสเมืองชลบุรี โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เมื่อเสด็จฯ มาถึงแล้ว ได้ทอดพระเนตรเห็นทิวทัศน์อันน่ารื่นรมย์ไปด้วยแมกไม้ชายทะเล ได้ยินเสียงคลื่นลมในยามราตรีกาล เหมาะสำหรับการประพฤติพรหมจรรย์ของพระภิกษุสงฆ์ ผู้มุ่งหวังต่อการปฏิบัติธรรม จึงมีพระราชศรัทธาได้สร้างวัดขึ้นมา พระราชทานนามพระอารามนี้ ว่า &quot;วัดอินทาราม&quot; เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชนามเดิมของพระองค์ว่า &quot;พระนครอินทร์&quot; ปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็น &quot;วัดใหญ่อินทาราม&quot; ทั้งนี้ วัดใหญ่อินทารามแห่งนี้ มีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้าน เป็นที่เลื่อมใสของชาวเมืองชล คือ หลวงพ่อเฉย หลวงพ่อเฉยเป็นพระพุทธปฏิมาสำริดทรงเครื่องศิลปะสมัยอยุธยา เดิมทีหลวงพ่อเฉยเป็นพระพุทธรูปประจำอยู่วัดสมรโกฏ เป็นวัดที่สร้างในยุคเดียวกับวัดใหญ่อินทาราม (พระอารามหลวง) แต่ต่อมาภายหลังวัดสมรโกฏไม่มีพระภิกษุอยู่จำพรรษาและขาดผู้อุปถัมภ์บำรุง จึงกลายเป็นวัดร้าง และวิหารที่ประทับของหลวงพ่อเฉยก็ชำรุดทรุดโทรม ขาดผู้บูรณะซ่อมแซม จึงผุพังไปตามกาลเวลา ทำให้หลวงพ่อเฉย ต้องประดิษฐานประทับนั่งอยู่กลางแจ้ง ท่ามกลางแสงแดดและลมฝนอยู่นานหลายปี เป็นที่สังเวชต่อสายตาของผู้พบเห็นยิ่ง ชาวบ้านจึงได้ขนานนามท่านว่า หลวงพ่อเฉย เพราะท่านประทับนั่งเฉยอยู่กลางแจ้ง ฝนตก แดดออก ถูกต้องท่าน ท่านก็ไม่ได้บ่นได้ว่าอะไร ต่อมา ชาวบ้านทนดูไม่ได้อีก จึงได้ประกอบพิธีอัญเชิญย้ายท่านจากวัดร้างสมรโกฏมาอยู่ ณ วัดใหญ่อินทาราม (พระอารามหลวง) ตั้งอยู่เลขที่ 858 ถนนเจตน์จำนงค์ ต.บางปลาสร้อย อ.เมือง จ.ชลบุรี อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ประชาชนได้สักการะหลวงพ่อเฉย ในช่วงเทศกาลงานประจำปีของจังหวัดชลบุรี วัดใหญ่อินทาราม จึงได้สร้างหลวงพ่อเฉยองค์จำลองขึ้น เพื่อนำแห่รอบเมืองชลบุรี แต่ด้วยเป็นพระพุทธรูปจำลององค์ใหญ่ ที่มีลักษณะเหมือนและมีขนาดเท่าองค์จริง มีน้ำหนักมาก จึงนำขึ้นแห่ได้เพียงปีเดียว และได้อัญเชิญมาประดิษฐานให้ประชาชนได้กราบไหว้ที่บริเวณด้านล่างภายในวัดอีกองค์หนึ่งด้วย หลวงพ่อเฉย เป็นพระพุทธรูปที่มีบารมีอิทธิฤทธิ์ สามารถบันดาลให้เด็กเล็กๆ ที่เจ็บป่วยออดแอด สามวันดีสี่วันไข้ กลับกลายเป็นเด็กที่เลี้ยงง่ายอย่างน่าพิศวง ชาวบ้านที่มีลูกเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นประจำ มักจุดธูปเทียน ถวายเป็นลูกหลวงพ่อเฉย โดยจะฉีกชายจีวรที่ห่มคลุมองค์หลวงพ่อไปผูกข้อมือเด็ก เด็กก็จะหายโรค หายภัย เลี้ยงง่าย เมื่อเห็นว่าผ้าเหลืองที่คลุมองค์หลวงพ่อถูกฉีกไปมากเข้า ชาวบ้านก็จะมีศรัทธานำจีวรมาห่มให้ใหม่อย่างไม่รู้จักจบสิ้น หรือหากผู้ใดของหาย เมื่อเข้ามาบนบานต่อหลวงพ่อเฉยแล้ว ก็จะได้ของคืนเกือบทุกราย จึงเป็นที่เคารพสักการบูชาอยู่เสมอมา วัดใหญ่อินทาราม ตั้งอยู่ใจกลางเมืองชลบุรี เคยเป็นวัดที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อครั้งเป็นพระยาวชิรปราการ ได้เคยเสด็จฯ มาพักรวบรวมไพร่พล เพื่อกอบกู้เอกราช และปราบนายทองอยู่น้อย หรือนายทองอยู่นกเล็ก ที่ประพฤติตนเป็นมิจฉาชีพ คิดมิชอบต่อบ้านเมือง วัดใหญ่อินทาราม ได้รับการประกาศจากทางราชการ ตั้งเป็นวัดเมื่อ พ.ศ. 2325 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา พ.ศ. 2335 ได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ที่นี่ยังมีสิ่งที่น่าสนใจให้คุณได้ดูได้ชมกันอีก ได้แก่ โบสถ์ มีฐานแอ่นโค้งเป็นท้องสำเภาและมีการต่อพาไลเป็นหลังคายื่นออกมา มีเสารองรับทางด้านหน้า ลักษณะสถาปัตยกรรมแบบนี้เป็นที่นิยมในสมัยอยุธยาตอนปลายถึงต้นรัตนโกสินทร์ เครื่องบนหรือหลังคาทำซ้อนกันสองชั้น มีใบระกาหางหงส์เช่นวัดทั่วไป ส่วนช่อฟ้าทำเป็นรูปเทพนมหันหน้าออกทั้งสองด้าน มีความงามโดดเด่นสะดุดตามาก หน้าบันทั้งด้านหน้าและหลังของโบสถ์ปั้นลายปูนปั้นเป็นชั้นช่อดอกไม้ ใช้ถ้วยกระเบื้องเคลือบอย่างจีนมาประดับ กรอบประตูหน้าต่างก็ทำเช่นเดียวกัน ลักษณะเช่นนี้เป็นที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 จิตรกรรมฝาผนังในโบสถ์ เป็นภาพจิตรกรรมสีฝุ่น บนผนังระหว่างช่องหน้าต่างทั้งสองข้าง เขียนเรื่องทศชาติชาดก ตอนบนเป็นภาพเทพชุมนุมเรียงกันสามชั้น ผนังด้านหน้าตรงข้ามพระประธานเป็นภาพมารผจญ มีภาพทหารชาติต่างๆ เช่น ยุโรป จีนจาม ถืออาวุธต่างชนิดกัน ผนังด้านหลังพระประธานเป็นเรื่องไตรภูมิมีแผนภูมิจักรวาล ป่าหิมพานต์ นรกภูมิ และพุทธประวัติ ใครสนใจอยากรู้จักต้นนารีผลก็สามารถชมที่ผนังหลังพระประธานนี้ อยู่ทางตอนล่างของภาพ เป็นภาพต้นไม้ที่ออกผลคล้ายร่างกายมนุษย์ บนเพดานเขียนเป็นลายดาวเพดานบนพื้นสีแดง ส่วนขื่อเขียนเป็นลายไทยคล้ายลายผ้าโบราณ เสาหกคู่ที่รองรับขื่อเขียนลายทองทุกต้น ทางวัดได้ร่วมกับกรมศิลปากรดูแลรักษาจิตรกรรมในโบสถ์ไว้ในสภาพที่สมบูรณ์ และทำคำบรรยายประกอบจิตรกรรมแต่ละด้านไว้ด้วย วิหารเล็กทิศเหนือของโบสถ์ ฐานวิหารมีลักษณะท้องช้างเช่นเดียวกับโบสถ์ บานประตูทางเข้าวิหารตกแต่งด้วยลายรดน้ำปิดทองภาพต้นนารีผล ส่วนภาพเขียนภายในวิหารเลือนจนแทบมองไม่เห็นแล้ว มณฑปพระพุทธบาท อยู่หลังโบสถ์ มีการปฏิสังขรณ์เมื่อ พ.ศ. 2492 ภายในมีพระพุทธบาทเบื้องซ้ายขนาด 62&times;149 ซม. เปิดให้เข้านมัสการในช่วงตรุษจีนประมาณเดือน ก.พ. เท่านั้น ผนังภายในมณฑปมีภาพเขียนที่เขียนขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลปัจจุบัน เกี่ยวกับการกอบกู้อิสรภาพและการตั้งทัพที่วัดใหญ่อินทารามของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และมีภาพวิถีชีวิตประเพณีของชาวเมืองชล รวมถึงประเพณีวิ่งควาย แต่ละภาพมีคำโคลงบรรยายประกอบ หลวงพ่อเฉย ประดิษฐานในศาลามหาราชใกล้กับโบสถ์ เป็นพระพุทธรูปสำริดทรงเครื่องที่มีความศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่เคารพนับถือของชาวชลบุรี กล่าวกันว่าหากนำเศษผ้าจีวรที่คลุมองค์หลวงพ่อไปผูกข้อมือเด็กที่เจ็บออดแอด เด็กคนนั้นจะกลายเป็นเด็กเลี้ยงง่ายอย่างน่าอัศจรรย์</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://cbi.onab.go.th/th/file/get/file/20210528fb0e00efb922b3d849dc47e9d8ac1430142322.jpg' type='image/jpg' length='172036' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดบางพระวรวิหาร]]></title>
<link>https://cbi.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/7442</link>
<guid isPermaLink="false">558e4d3515f8b00537425644a827d716</guid>
<pubDate>Fri, 28 May 2021 13:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วัดบางพระวรวิหาร ตำบลบางพระ&nbsp; อำเภอศรีราชา<br />
โดยพระครูวรคามคุณาภรณ์ อดีตเจ้าอาวาส วัดบางพระวรวิหาร (ม.ป.ป.) บันทึกประวัติของวัดนี้ไว้ว่า &nbsp;วัดบางพระ ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เป็นวัดราษฎร์มหานิกาย ดั้งเดิมมาแต่โบราณอาจสร้างขึ้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ หรือสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางของชุมชุนบางพระ ชายชาวบางพระที่อายุครบบวชเกือบทั้งหมดจะบวชที่วัดนี้&nbsp; ต่อมาเมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อ วันที่ 4 มกราคม &nbsp;พ.ศ. 2400 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินทางชลมารค พร้อมด้วยเจ้าจอมและข้าราชบริพาร โดยเรือพระที่นั่งลำใหญ่ชื่อ &ldquo;โผเผ่นทะเล&rdquo; และเรือกลไฟที่สร้างขั้นใหม่ในครั้งนั้นชื่อ &ldquo;เรือพระที่นั่งสยามอรสุมพล&rdquo; เป็นเรือลากจูง เสด็จประพาสหัวเมืองชายฝั่งทะเลฝั่งตะวันออกของอ่าวสยามไปถึงจังหวัดตราด ได้เสด็จพระราชดำเนินมาประทับยังตำบลอ่างศิลา จังหวัดชลบุรี&nbsp; ซึ่งได้จัดพลับเพลาเป็นที่ประทับชั่วคราว ณ หัวแหลม ตำบลอ่างศิลา ประดับด้วยหินในทะเล ก่อเป็นท่าเรือแบบชนบท ทรงมีพระราชดำริว่า ที่ดินชายทะเลตำบลอ่างศิลานี้อากาศดี จึงโปรดเกล้าฯให้พระยาศรีสุริยวงศ์ สมุหกลาโหม มาปลูกสร้างให้เป็นตึกที่ประทับถาวรขึ้นที่หัวแหลม ตำบลอ่างศิลา สำหรับที่จะเสด็จมาประทับในโอกาสหน้า และจะไว้ให้ฝรั่งที่ป่วยเจ็บมาพักรักษาตัวเป็นการกุศลอีกด้วย ตำบลอ่างศิลาจึงเป็นสถานที่พักตากอากาศชายทะเลแห่งแรกที่นิยมกันตามฝรั่งในสมัยนั้น&nbsp; สำหรับการเสด็จประพาสในครั้งนี้ ได้เสด็จไปเยี่ยมกองทหารเรือที่บางพระซึ่งสมัยนั้นกองทัพเรือตั้งอยู่ที่บางพระ ยังไม่ได้ย้ายไปสัตหีบ และทรงเยี่ยมข้าราชการที่ว่าการอำเภอบางพระ ซึ่งขณะนั้นตั้งอำเภอ ตั้งอยู่ที่บางพระ &nbsp;ปัจจุบันย้ายที่ว่าการอำเภอไปอยู่ที่ศรีราชา ในระหว่างที่เสด็จพระราชดำเนินตรวจกองทหารที่ข้าราชการที่อำเภอบางพระนั้น ได้เสด็จแวะเพื่อสักการะตามพระราชอัธยาศัย ได้มีผู้กราบบังคมทูลว่า พระอุโบสถที่วัดบางพระสร้างมานานเครื่องบนและทรวดทรงต่างๆชำรุดทรุดโทรมมาก หาผู้ใดบูรณปฏิสังขรณ์ไม่ได้&nbsp; ด้วยเหตุที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีน้ำพระทัยเต็มเปี่ยมในการบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญยิ่งขึ้น ประกอบกับวัดนี้ตั้งอยู่ใกล้บริเวณกองทหาร และที่ว่าการอำเภอบางพระ จึงทรงพระราชดำริ เห็นเป็นการสมควรจะได้บูรณะซ่อมแซมใหม่ให้ดีขึ้น ดั้งนั้นจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาทิพากรวงศ์มหาโกศาธิบดี (ขำ บุญนาค) แบ่งจ่ายภาษีอากรสถาปนาให้ดีขั้น เปลี่ยนเครื่องบนเสียใหม่และเสริมผนังให้สูงขึ้นไปจากเดิมอีกสองศอก ต่อมุขหลังให้ยาวออกไป กับสร้างเจดีย์สูง 5 วาขึ้นหลังพระอุโบสถอีกหนึ่งองค์<br />
ทั้งนี้วัดบางพระได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร &nbsp;ซึ่งในสมัยนั้นพระอุโบสถวัดบางพระสวยงามเป็นหนึ่งในภาคตะวันออกโดยบันทึกของพระครูวรคามคณาภรณ์ &nbsp;มีบันทึกของพระครูวรคามคณาภรณ์ กล่าวด้วยว่า ในปลายรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์วัดนี้อีกครั้งหนึ่งในสมัยหลวงพ่อฉิ่ง &nbsp;และสมัยพระครุวรกัณฑราจารย์ &nbsp;(บู๊ เจริญศรี) เป็นเจ้าอาวาส โดยมีอาจารย์รูปหนึ่งในวัดเป็นผู้มีฝีมือในการก่อสร้าง การปฏิสังขรณ์ครั้งนั้นได้จัดทำกำแพงแก้วล้อมรอบพระอุโบสถจากของเดิมที่เป็นไม้ พร้อมกับเปลี่ยนช่อฟ้าใบระกา และเปลี่ยนกระเบื้องมุงหลังคาใหม่ทั้งหมด<br />
พระอุโบสถวัดบางพระ ได้ใช้เป็นที่บรรพชา อุปสมบท และรับกฐินพระราชทานเรื่อยมา ภายหลังผู้ขอรับพระราชทานกฐินต่างมีความเห็นว่าพระอุโบสถหลังนี้เล็ก คับแคบ สภาพเก่า ชำรุดทรุดโทรมมาก ดังนั้นเมื่อคราวกฐินพระราชทาน ธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งมีพลตรีหม่อมทวีวงศ์&nbsp; ถวัลยศักดิ์ เป็นประธาน เห็นสมควรจะได้ประกอบการกุศลสร้างอุโบสถเสียใหม่จึงได้นำเรื่องขึ้นกราบบังคมทูลขอพระราชาทานพระราชานุญาต เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ก่อสร้างใหม่ได้ตามที่ขอพระราชทาน จึงมีการก่อสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ในเดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช 2507 ตามแบบของกรมศิลปากร เครื่องบนนั้นสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นผู้สนับสนุนเงินสร้าง<br />
ตัวพระอุโบสถที่สร้างใหม่ กว้าง 8 เมตร ยาว 21.40 เมตร สูงจากพื้นดินถึงอกไก่ 14.50 เมตร ก่อด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก เครื่องบนประกอบด้วยไม้ตะเคียน ประตูหน้าต่างทำด้วยไม้สักทั้งแผ่นแกะสลักลวดลายและสร้างพระประธานเพิ่มขึ้น 1 องค์ ใหญ่กว่าพระประธานองค์เดิม มีกำแพงแก้ว และซุ้มเสมารอบบริเวณพระอุโบสถการก่อสร้างเสร็จเรียบร้อย เมื่อเดือนธันวาคม พุทธศักราช 2510</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://cbi.onab.go.th/th/file/get/file/2021052825a3482bc88d1b774b3894af6dd8481f141021.jpg' type='image/jpg' length='727443' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดเขาบางทราย พระอารามหลวง]]></title>
<link>https://cbi.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/7437</link>
<guid isPermaLink="false">f9125529d297957c58489a4661a70979</guid>
<pubDate>Fri, 28 May 2021 13:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วัดเขาบางทราย พระอารามหลวง ตำบลบางทราย อำเภอเมืองชลบุรี<br />
<span style="font-size:24px;">กล่าวกันว่าพระมหากษัตริย์ผู้ครองกรุงศรีอยุธยาเป็นผู้สร้างขึ้นในระหว่างปี พ.ศ. 2249-2275 วัดเขาบางทรายเป็นพระอารามหลวงที่ใหญ่ที่สุด วัดนี้เคยเจริญรุ่งเรืองอยู่ช่วงระยะหนึ่ง แล้ว กลายเป็นวัดร้างจนถึงรัฐสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเจ้าพระยาพระคลัง ที่สมุหกลาโหม ยกทัพไปปราบอั้งยี่ ที่วัดคงคาลัย ตำบลบางทราย อำเภอเมืองฯ หลังจากปราบอั้งยี่ลงได้แล้ว เจ้าพระยาพระคลังได้มีบัญชาสั่งให้ปลัดทัพสถาปนาวัดเขาบางทรายขึ้นมาใหม่ ในปี พ.ศ. 2390 ต่อมาวัดนี้ได้รับการบูรณะอีกครั้งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพระยาวิชิตชลเขต ผู้กำกับราชการเมืองชลบุรีกับพระราชาคณะหลายรูป ศาสนสถานที่ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ได้แก่ มณฑปพระพุทธบาท เจดีย์ วิหาร ตึกพำนักเจริญภาวนาและบ่อน้ำ เป็นต้น &nbsp;วัดเขาบางทราย เคยมีพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีกรุงรัตนโกสินทร์เสด็จมาเยี่ยม ดังนี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงผนวชเสด็จพระราชดำเนินมานมัสการพระพุทธบาท และเสด็จ เยี่ยมเจ้าอาวาส เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ. ศ. 2447 ตรงกับวันพฤหัสบดี แรม 9 ค่ำ เดือน 12 ปีมะโรง ทางราชการเคยใช้วัดนี้เป็นสถานที่ทำพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาเรื่อยมาจนตลอดสมัยรัชกาลที่ 5</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://cbi.onab.go.th/th/file/get/file/202105287a7dc1cda8a5f2b4be2dcb815907d56e133919.jpg' type='image/jpg' length='49608' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดชัยมงคล พระอารามหลวง]]></title>
<link>https://cbi.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/7435</link>
<guid isPermaLink="false">9d61c2a0d79ae8022a41f620c8f61777</guid>
<pubDate>Fri, 28 May 2021 13:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">วัดชัยมงคล พระอารามหลวง&nbsp;ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง&nbsp;</span><br />
<span style="font-size:24px;">วัดนี้เป็นวัดที่ประดิษฐานของ &ldquo;หลวงพ่อพุทธชัยมงคล&rdquo; พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์สมัยกรุงศรีอยุธยาที่ถูกอันเชิญมาจากกรุงศรีอยุธยาตั้งแต่ พ.ศ. 2485 และเดินทางมาทางน้ำ จึงได้ขึ้นชื่อเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ในการขอพรของคนพัทยาเป็นอย่างมาก รวมถึงคอยปกปักรักษาชาวเรือชาวประมงด้วย<br />
วัดชัยมงคล สร้างขึ้นเป็นวัดประมาณ พ.ศ. ๒๓๙๔ สมัยรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีนามว่า วัดโคกเสม็ด ได้เปลี่ยนชื่อเป็น วัดชัยมงคลสมัย ท่านพระครูพรหมเวชวุฒิคุณ เป็นเจ้าอาวาส แรกเริ่มการสร้างวัดนี้ ได้มีพระภิกษุ ๒ รูป คือ พระอาจารย์ชัย, พระอาจารย์เพชร ทั้ง ๒ รูป เป็นชาวกลันตัน ท่านเป็นนักปฏิบัติกรรมฐาน ได้เดินทางจารึกแสวงบุญมาพักปักกลดบำเพ็ญสมณธรรมอยู่นอกกำแพงเมืองสงขลาด้านทิศตะวันออก สมัยนั้นบริเวณแถบนี้เป็น ป่าไม้ไม่มีบ้านคนอยู่อาศัย ท่านทั้งสองจึงได้ชักชวนประชาชนผู้มีความศรัทธาเลื่อมใส</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://cbi.onab.go.th/th/file/get/file/2021052898f13708210194c475687be6106a3b84132404.jpg' type='image/jpg' length='123407' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดจุฑาทิศธรรมสภารามวรวิหาร]]></title>
<link>https://cbi.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/7433</link>
<guid isPermaLink="false">05bf01bf3f6e255639bf283cf75fc341</guid>
<pubDate>Fri, 28 May 2021 13:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">วัดจุฑาทิศธรรมสภารามวรวิหาร ตำบลท่าเทววงษ์ อำเภอเกาะสีชัง<br />
ตั้งอยู่ส่วนหัวและเชิงเขาของเกาะสีชัง ( เขาคยาศิระ) บริเวณที่เทียบเรือเทววงค์ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี<br />
หลังจากมีถนนอัษฎางค์แล้ว ชาวบ้านได้ย้ายบ้านเรือไปตั้งอยู่บริเวณปลายแหลมทางเหนือของเกาะทำให้ชาวบ้านอยู่ไกลจากวัดเกาะสีชัง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ ๕ จึงโปรดเกล้าฯให้สถาปนาอารามขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกีนรติสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิรกและ เพื่อชาวบ้านจะได้ทำบุญตักบาตรสะดวก พระราชทานนามว่า&rdquo; วัดจุฑาทิศธรรมสภาราม&rdquo; เมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๔๓๕ ปัจจุบันมีฐานะเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ประเภท วรมหาวิหาร มีพระอุโบสถ หอระฆัง พระพุทธบาทจำลอง และพระประธานปางมารวัชัย ที่งดงาม<br />
วัดจุฑาทิศธรรมสภารามสภารามวรวิหาร อยู่เหนือท่าภานุรังษี เป็นพระอารามหลวง เดิมวัดนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดให้เจ้าพระยาทิพากรวงศ์มหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค) สร้างขึ้นที่แหลม ซึ่งเป็นที่ตั้งสถานีวิทยุโทรเลขเดียวนี้&nbsp; ครั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จมาประทับที่แถยนั้น วัดนี้จึงขยับไปตั้งอยู่ ณ วัดอัษฎางคนิมิตรบัดนี้ แต่ก็ไม่สะดวกอีก เพราะเป็นในเขตพระราชฐาน จึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ย้ายมาตั้ง ณ ท่าภานุรังษี พร้อมทั้งมีหน้าที่ดูแลรักษารอยพระพุทธบาทบนไหล่เขาคะยาสิระด้วย วัดนี้เดิมไม่มีอุโบสถเป็นหลักฐาน<br />
เมื่อปี พ.ศ. 2477 มีพระบรมราชานุญาตให้พระครูสุทธิรัตน์ วัดกลางจังหวัดสมุทรปราการ ไปเป็นเจ้าอาวาส พระครูสุทธิรัตน์ได้พยายามสถาปนาอุโบสถขึ้นจนสำเร็จ พระประธานในอุโบสถเป็นพระแบบสุขโขทัย หน้าตักกว้าง 97 เซนติเมตร สูงสุดยอด 1.25 เมตร</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://cbi.onab.go.th/th/file/get/file/20210528f01d8e8ad6f2f2458412ae0258539e0e131133.jpg' type='image/jpg' length='20922' />
</item>
</channel>
</rss>
